Translate

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ชี้ทำงานหนักเสี่ยงโรคซึมเศร้า



ชี้ทำงานหนักเสี่ยงโรคซึมเศร้า

วิจัยพบคนทำงานเกินวันละ 11 ชั่วโมงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นสองเท่าที่จะเป็นโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะผู้หญิง คนหนุ่มสาว รวมทั้งคนที่ได้ค่าตอบแทนน้อยและดื่มแอลกอฮอล์ปานกลาง
นักวิจัยในอังกฤษบอกว่า คนที่ทำงานในสำนักงานเกินสัปดาห์ละ 55 ชั่วโมง มีความเสี่ยงดังกล่าวมากกว่าคนที่ทำงานตามเวลามาตรฐาน
ทีมวิจัยได้เลือกตัวอย่างข้าราชการของรัฐบาลอังกฤษกว่า 2,000 คน เข้าร่วมในการศึกษานี้ตั้งแต่เมื่อต้นทศวรรษ 2533 โดยเลือกคนในวัย 35-55 ปี จากหลากหลายตำแหน่งงาน ระดับเงินเดือน และชั่วโมงการทำงาน
เมื่อย้อนกลับไปติดตามผลในอีก 6 ปีให้หลัง นักวิจัยของมหาวิทยาลัยในอังกฤษ 2 แห่ง กับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยของฟินแลนด์อีกแห่ง พบว่า การทำงานล่วงเวลากับโรคซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กันอย่างมาก แม้ได้นำปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ มาร่วมพิจารณาด้วยแล้วก็ตาม เช่น การใช้ชีวิต สถานภาพสมรส และระดับความเครียดของงาน
ในจำนวนนี้มี 66 คนที่เป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง หรือคิดเป็นอัตรา 3.1% โดยคนที่ทำงานวันละ 11 ชั่วโมงขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2 เท่าครึ่งที่จะเป็นโรคซึมเศร้า เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ทำงานวันละ 7-8 ชั่วโมง
นักวิจัยยังพบด้วยว่า พวกที่ทำงานวันละหลายชั่วโมงนั้นจำนวนมากเป็นผู้ชาย ได้ค่าตอบแทนสูง และต้องทำงานที่ท้าทาย แต่คนเหล่านี้มีอาการซึมเศร้าค่อนข้างต่ำ
ผู้วิจัยบอกว่า พวกที่ได้ค่าตอบแทนสูงมักไม่มีอาการซึมเศร้า เพราะได้ทำงานที่ชอบ และมีทีมงานที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของตัวเอง
แต่ผู้หญิงที่ได้รับค่าตอบแทนสูงมีแนวโน้มสูงกว่าที่จะเป็นโรคซึมเศร้า เพราะคนกลุ่มนี้มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบนอกเหนือจากการงานด้วย
คนวัยหนุ่มสาวซึ่งพยายามไต่เต้าในอาชีพการงาน และมีรายจ่ายสูง เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอาการซึมเศร้าสูง
ศาสตราจารย์สตีเฟน สแตนส์เฟลด์ แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน บอกว่า คนที่ทำงานนานหลายชั่วโมงอาจทำงานมีประสิทธิภาพน้อยลง และต้องคำนึงถึงสุขภาพและความเครียดของตัวเองด้วย


ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

วิธีคลายเครียดง่ายๆ ในชีวิตเร่งรีบ


ปรับสมดุลอารมณ์เหตุโลกเปลี่ยนแปลง
 
          โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และทำให้ชีวิตคนเมืองต้องเร่งรีบและแข่งขันกับทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเวลา หรือการทำงาน ก็อาจจะทำให้รู้สึกเครียดและเบื่อหน่ายกับชีวิต เหตุนี้จึงได้มีการนำเอาวิธีการง่ายๆ มาแนะนำให้กับผู้อ่าน เพื่อว่าอ่านแล้วลองไปทำดูจะช่วย คุณได้

          1.ฟังเพลง หามุมสงบ
          นั่งปล่อยใจให้ล่องลอยอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วฟังเพลงเบาๆ หรือเสียงธรรมชาติ อาทิเสียงคลื่น เสียงน้ำตก เสียงนกร้อง เพราะจะเป็นการช่วยสร้างสมาธิให้กลับคืนสู่สมองและจิตใจได้ในระยะเวลาสั้นๆ
          2.ฉายเดี่ยวดูภาพยนตร์
          การไปดูหนัง ถือเป็นการปลดปล่อยความรู้สึกให้ล่องลอยอย่างเป็นอิสระไม่จมอยู่กับปัญหา แต่ต้องรู้ตัวเองว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน เช่น ถ้าอยากร้องไห้ก็ไปดูหนังรักเศร้าเคล้าน้ำตาแล้วก็ร้องไห้ออกมาซะให้พอ หรือถ้าเครียดจัดก็จงไปดูหนังตลกแล้วหัวเราะให้หลุดโลกไปเลย
          3.โทร.หาเพื่อนรู้ใจ
          เมื่อมีปัญหาควรยกหูโทรศัพท์หาเพื่อนรู้ใจสักคนแล้วระบายความรู้สึกให้เพื่อนได้รับรู้ เพราะการมีคนรับฟังและให้คำปรึกษา จะทำให้ชีวิตที่รู้สึกไม่ดีเข้าที่เข้าทางมากขึ้น
          4.เขียนไดอารี่
          การเขียนไดอารี่เปรียบเสมือนการเปิดประตูอารมณ์ที่ปล่อยให้ความอัดอั้นตันใจต่างๆ ได้ไหลลง สู่หน้ากระดาษอย่างเป็นอิสระ เพราะการถ่ายเทความรู้สึกในใจออกมา จะทำให้จิตใจปรับสมดุลได้เร็วขึ้น
          5.พลังแห่งการสัมผัส
          หาใครสักคนช่วยโอบกอดหรือสัมผัสเบาๆ เพราะร่างกายคนเราเวลาถูกสัมผัส จะทำให้เกิด ฮอร์โมนที่ชื่ออ๊อกซี่โทชิน” ซึ่งมีผลในการลดระดับความเหนื่อยและความเครียด ช่วยให้ร่างกาย ที่กำลังอ่อนล้ารู้สึกผ่อนคลาย
          6.สร้างอารมณ์ขัน
          มองหาเพื่อนที่มีอารมณ์ขันช่วยกระตุ้นจิตใจที่แสนห่อเหี่ยวให้หัวเราะได้อีกครั้ง เพราะคนที่หัวเราะง่ายจะมีสุขภาพจิตที่ดี เนื่องจากการหัวเราะจะช่วยลดความดันโลหิตและระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลลง (ฮอร์โมนคอร์ติซอล= ฮอร์โมนแสดงความเหนื่อยล้าในกระแสเลือด) แถมยังช่วยเสริมสร้างระดับของ อิมโมโนโกล บูลินเอ” ซึ่งเป็นสารแอนตี้บอดี้ที่สร้างภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายอีกด้วย
          7.สูดกลิ่นหอม
          กลิ่นหอมของดอกไม้มีผลในการช่วยปลุกประสาทสัมผัสให้สดชื่นตื่นตัว แถมยังกระตุ้นพลังงานในจิตใจได้เป็นอย่างดี หรือจะหยดน้ำมัน หอมระเหยในน้ำอุ่นกำลังดี แล้วนอนแช่ตัวให้เพลิน สักครึ่งชั่วโมงก็ได้ กลิ่นหอมจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
          8.ไปตากอากาศ
          ไปสูดอากาศบริสุทธิ์กับชีวิตท่ามกลางธรรม ชาติ หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ปล่อยสมองให้ว่างที่สุด แล้วก็นอนให้มากที่สุดเท่าที่อยากจะนอน เพราะบางทีความรู้สึกเหนื่อยล้าและหดหู่แบบไม่ทราบสาเหตุ มันมาจากชีวิตที่ยุ่งเหยิงจนเกินไป



ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

อาหารที่ควรทานเมื่อทำงานหนัก



ในยุคที่สังคมมีการแข่งขันสูง คนทำงานทั้งหลายต้องตรากตรำกันหนักหน่อย ทั้งประชุม ทั้งเคลียร์งานจนอาจจะลืมรับประทานอาหารกันได้ หรืออาจจะทานอาหารแบบผ่านไปมื้อหนึ่งก่อน จนอาจไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

เพื่อให้เรามีพลังในการทำงานได้อย่างเต็มที่ จึงควรทานอาหารให้ถูกกับสภาพร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ต้องเหน็ดเหนื่อยหรือใช้พลังงานมากกว่าวันปกติยิ่งต้องดูแลให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะคนทำงานมักจะป่วยเล็กๆ น้อยๆ ไม่หาย เนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอนั่นเองดังนั้น เรามีคำแนะนำวิธีทานอาหารเพื่อป้องกันอาการป่วยสำหรับคนทำงานหนักทั้งหลายมาฝาก

คนทำงานมักดื่มกาแฟจนติดเป็นนิสัยบางท่านอาจจะดื่มวันละ2-3แก้วด้วยซ้ำ ทำให้มีคาเฟอีนสะสมอยู่ในร่างกายตลอดเช้ายันค่ำ ดังนั้น ถ้าอยากหลับสนิทควรงดดื่มกาแฟชา รวมไปถึงน้ำอัดลมระหว่างวันหรือช่วงบ่าย เพราะในเครื่องดื่มเหล่านี้มีสารคาเฟอีนกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและนอนไม่หลับเปลี่ยนมารับประทานกล้วย มันฝรั่งต้ม หรือนมสดอุ่นๆ ในช่วงบ่ายหรือเย็น จะช่วยให้หลับง่ายและสบายยิ่งขึ้น

เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย มักมีสาเหตุจากการขาดธาตุเหล็กอาการนี้เป็นอาการสะสมจึงควรทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท พาสต้า ถั่ว ผักใบเขียว ผลไม้จำพวกส้ม แตงโม เบอร์รี่ อาหารเหล่านี้ยังย่อยง่ายไม่ทำให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนัก เป็นจำพวกค่อยๆ ย่อย ค่อยๆ ดูดซึม จึงช่วยลดความเครียดของเราได้อีกทาง

แต่ถ้าเครียดกับงานมาก ทานอาหารไม่เป็นเวลา นาฬิกาทางชีววิทยาอาจปั่นป่วน ทำให้การขับถ่ายไม่เป็นปกติ มีอาการท้องผูกเกิดขึ้น ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผักและผลไม้จำพวก ส้ม มะละกอ ลูกพรุน หรือสาหร่าย เม็ดแมงลัก และน้ำผึ้ง

หากคุณมีอาการปวดศีรษะไมเกรนอยู่บ่อยๆ ควรทานเนื้อปลาซึ่งอุดมด้วยกรมไขมันโอเมก้า 3อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4ครั้งเช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาทูน่า หรือปลาอินทรี หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรน เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของหมักดอง อาหารที่มีสารไทรามีน เช่น เนย นม ช็อกโกแลต กล้วยหอม ผงชูรส ผลไม้ตระกูลส้มและมะนาว ชาและกาแฟ





ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ